ก
บทคัดย่อ
เรื่อง จีนคู่ค้าหรือคู่แข่งไทย : เมื่อเข้า WTO
ลักษณะวิชา การเศรษฐกิจ
ผู้วิจัย นายพิษณุ เหรียญมหาสาร นักศึกษา ปรอ. รุ่นที่ 14
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การค้าระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทยสูงมากกว่าร้อยละ 110 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลค่าการส่งออกมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของรายได้ประชาชาติ (GNP) ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องรักษาความเจริญเติบโตทางการส่งออกให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาตลาดส่งออกสินค้าไทยที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งไทยต้องพึ่งพามากที่สุด คือ ตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือ ปี 2543 และ 2544 ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ถดถอยและกำลังอยู่ในภาวะหดตัวถึงช่วงปลายปี 2544 ต่อเนื่องถึงปี 2545 นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างรุนแรง
ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นที่ไทยต้องหาตลาดใหม่สำหรับรองรับการส่งออกสินค้าไทย และตลาดที่นับว่ามีศักยภาพสำคัญยิ่งต่อการส่งออกของไทยในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศตะวันตก ตกต่ำและช่วงต่อไปในอนาคต คือ จีน ซึ่งมีการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจเปิดและการเข้าสู่สมาชิก WTO ตั้งแต่ 11 ธันวาคม 2544 จะทำให้จีนมีศักยภาพกลายเป็นตลาดสำคัญของสินค้าไทยได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ
1. เพื่อศึกษาถึงการพัฒนาและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของจีน ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นข้อมูลสนับสนุนการคาดการณ์ศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนที่จะกลายเป็นตลาดสำคัญที่สุดของโลกในอนาคต
ข
2. เพื่อศึกษาถึงผลกระทบเมื่อจีนเข้า WTO ที่มีต่อเศรษฐกิจการค้าไทย
3. เพื่อกำหนดกลยุทธ์การสร้างความพร้อมต่อความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวไทย - จีน ที่เอื้อประโยชน์ต่อการขยายความร่วมมือไทย - จีน ให้กว้างขวางยิ่ง ๆ ขึ้น
ขอบเขตของการวิจัย
โดยที่ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีขนาดพื้นที่กว้างขวางและยังมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน การศึกษานี้จึงจำกัดเน้นเฉพาะการพัฒนาเศรษฐิจของจีนหลังการเปิดประเทศ จนถึงการเข้าเป็นสมาชิก WTO ของจีน เพื่อให้ได้ข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดกลยุทธ์การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย - จีน ที่ให้ประโยชน์ต่อไทยและจีนสืบไป
วิธีดำเนินการวิจัย
วิธีวิจัย จะใช้วิธีเชิงพรรณนา (Descriptive) โดยศึกษาจากข้อมูลจีนของแหล่งศึกษาต่าง ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเทพฯ นำมาปรับให้ทันเหตุการณ์มากที่สุด และรวบรวมจากข้อคิดเห็นในการสัมมนา สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง และการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับภาคเอกชน ตลอดจนกรณีตัวอย่างที่ได้จากประสบการณ์จากการปฏิบัติงานในประเทศจีน รวมถึงการปฏิบัติเจรจากับจีนในขั้นตอนการเข้าสู่ WTO เพื่อนำไปใช้ประกอบทำการศึกษาหาข้อสรุป ผลกระทบ สภาพปัญหา และนำไปสู่ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดจีนให้เป็นตลาดหลักสำหรับไทยในด้านความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวไทย - จีน ที่ยั่งยืนสืบไป
ผลการวิจัย
1. ความเปลี่ยนแปลงของสถานภาพทางเศรษฐกิจจีน สามารถแยกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ช่วงก่อนเปิดประเทศ ช่วงเปิดประเทศในปี 1978 ถึงการเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2001 และการคาดการณ์หลังจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ทั้งนี้ จากการที่เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวในอัตราสูงมาโดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และจากผลจากการเข้าเป็นสมาชิก WTO ทำให้คาดการณ์ได้ว่าเศรษฐกิจ
ค
จีนจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปอีก ประกอบกับการที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอื่น ๆ กำลังประสบปัญหาการชะลอตัว หรือแม้แต่การหดตัวทางเศรษฐกิจ จึงทำให้คาดการณ์ได้ว่าเศรษฐกิจจีนจะกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วง 20-30 ปี ข้างหน้านี้
2. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย - จีน ได้หยุดชะงักลงถึงประมาณ 3 ทศวรรษ เนื่องจากระบบการปกครองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่หลังจากจีนเริ่มใช้นโยบายเปิดประเทศในปี 1978 จนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย - จีน ได้พัฒนาขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้นโดยลำดับ
การค้า การลงทุนไทย - จีน ที่มีต่อกันยังมีการขยายตัวในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศที่สามอื่น ๆ ที่ทำการค้าและเน้นการลงทุนในจีน เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่ความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติไทย - จีน มีความสนิทแนบแน่น ช่วยให้ไทยอยู่ในฐานะได้เปรียบกว่าประเทศที่สามอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม จากการที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO และมีข้อผูกพันที่จะต้องลดอัตราภาษี ตลอดจนเปิดตลาดสินค้าสำคัญหลายรายการ ทำให้คาดว่าไทยจะได้รับผลกระทบในทางบวกมากกว่าในทางลบ ซึ่งจะเกิดจากการแข่งขันที่สูงขึ้น
3. การที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO และจำเป็นต้องเปิดตลาดสินค้าและการบริการหลายรายการ แต่ขณะเดียวกันจีนก็กลายมาเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญของไทยทั้งในตลาดในประเทศและตลาดที่สามนั้น ทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์ทางการค้า การลงทุนกับจีนอย่างจริงจัง เพื่อรีบฉกฉวยโอกาสและป้องกันความเสียหายอันเกิดจากภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งรายละเอียดของกลยุทธ์ที่ไทยควรนำมาใช้ปรากฏดังข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะ
ตั้งแต่ปลายปี 2543 เป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มตกต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจประเทศที่เป็นตลาดหลักสำคัญของไทยได้เริ่มส่อแววเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ทำให้การส่งออกของไทยในปี 2544 หดตัวลงอย่างชัดแจ้งในขณะที่จีนซึ่งเคยเป็นตลาดรองนั้นกลับมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สวนทางกับประเทศตลาดหลักดังกล่าวข้างต้น
ขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่า ในโอกาสที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ตั้งแต่ 11 ธันวาคม 2544 จะมีส่วนสำคัญช่วยให้จีนมีการพัฒนาเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองรวดเร็วยิ่งขึ้น รายได้เฉลี่ยของคนจีนจะสูงขึ้น และการเปิดตลาดจีนภายใต้ความผูกพัน WTO จะเป็นตลาดหลักใหม่ที่สำคัญของไทย
ง
กลายเป็นตลาดรองรับการส่งออกของไทยมากที่สุดได้ ทดแทนตลาดหลักสำคัญ ๆ เดิม และจะเป็นตลาดที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูภาคการส่งออกของไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ได้ ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนไทยร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการวางแผนยุทธศาสตร์ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย - จีน เพื่อเปลี่ยนความกังวลวิกฤตแข่งขันกับจีนให้เป็นโอกาส ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ที่นำไปสู่ผลประโยชน์ทางบวกให้ทั้งไทยและจีนได้มากขึ้นในที่สุด ทั้งนี้ เห็นควรกำหนดให้มีข้อสนับสนุน 3 ด้าน ดังนี้
1. ด้านลู่ทางการค้า นอกจากตลาดจีนจะเปิดกว้างและเสรีมากขึ้น ทั้งการลดภาษีนำเข้า และการผ่อนปรนข้อกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี (Non - Tariff Barriers) ทำให้โอกาสสินค้าไทยเข้าตลาดจีนได้ง่ายขึ้นแล้ว การเพิ่มโอกาสที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ คือ การมุ่งเน้นผลิตสินค้าระดับบน หรือการผลิตสินค้าที่ไทยได้เปรียบด้านการผลิตมากกว่าจีน เพื่อส่งเข้าตลาดจีน ก็จะช่วยให้สินค้าไทยมีโอกาสขยายในตลาดจีนได้มากขึ้น
2. ด้านการลงทุน จีนจะลดข้อจำกัดด้านการลงทุนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เสรี และความได้เปรียบด้านทรัพยากร แรงงาน และพื้นฐานการผลิตมีส่วนดึงดูดการร่วมลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น และจากความสัมพันธ์ไทย - จีน ที่แนบแน่นกว่าประเทศที่สามอื่น ๆ ทำให้การเข้าร่วมทุนของไทยในจีนมีโอกาสมากยิ่งขึ้น
3. ด้านการท่องเที่ยว จีนมีแหล่งธรรมชาติที่สวยงามมากมายอยู่ทุกมณฑล และปัจจุบันมีความพร้อมพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และสาธารณูปโภคที่พัฒนาได้กว้างขวางมาก ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านการบริการที่มีระบบและเป็นที่ยอมรับของลูกค้าได้กว้างขวางมาก จึงต้องรีบฉกฉวยโอกาสเข้าร่วมมือกับจีนในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว
4. ด้านการแข่งขันจากสินค้าจีนทั้งในตลาดจีน ตลาดไทย และตลาดประเทศที่สามนั้น จะสามารถลดลงได้โดยไทยต้องเน้นผลิตสินค้าคุณภาพสูง มูลค่าเพิ่มสูง หรือเป็นสินค้าระดับสูง (High End) เพื่อหนีการแข่งขันกับสินค้าคุณภาพต่ำที่จีนได้เปรียบด้านค่าแรงงานและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าของไทย และสำหรับด้านสิทธิพิเศษการค้าที่จีนจะได้รับจากประเทศที่สามที่เป็นสมาชิก WTO ด้วยกันนั้น จีนจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าวแตกต่างกันระหว่างก่อนกับหลังเข้าเป็นสมาชิก WTO
ดังนั้น จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า การเข้าเป็นสมาชิก WTO ของจีน จะส่งผลทางบวกต่อไทยมากกว่าผลลบ กล่าวคือ จีนจะเป็นคู่ค้าและคู่ขาร่วมทุนมากกว่าการเป็นคู่แข่ง
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
1 ความคิดเห็น:
ได้อ่านงานวิจัยนี้แล้วรู้สึกดีน่ะค่ะ ที่มีคนพยายามพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส แต่รู้สึกว่าการเข้าไปทำธุรกิจในจีนนั้นไม่ง่ายอย่างที่เห็นเลยน่ะค่ะ นอกจากการแข่งขันที่สูงแล้วเนี้ย รู้สึกจีนจะตามใจตัวเองมากกว่าที่จะคิดถึงใจผู้อื่นน่ะค่ะ เห็นเพื่อนๆพยายามไปทำธุรกิจหลายต่อหลายคน สุดท้ายสร้างยังไม่ทันจะเสร็จเลย โดนลอกสร้างทำเรียนแบบหมดแล้ว พี่ไทยจะทำไงได้อ่ะค่ะ ก็ต้องหอบเสื่อกลับบ้านมือเปล่าบ่อยมาก ดิฉันว่าถ้าอย่างนั้น สินค้าที่เราควรส่งออกไปขายควรเป็นสินค้าสด ไม่ต้องแปรรูปมาก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ที่ไทยเราผลิตได้ปีละจำนวนมหาสาร ไปขายดีกว่ามั้ยค่ะ เพราะความต้องการอาหารจีนยัง need มากในตอนนี้ และไม่ต้องเสี่ยงที่พี่ไทยจะต้องม้วนเสื่อกลับบ้านมือเปล่าอีกอ่ะค่ะ
แสดงความคิดเห็น